จากกรุงเทพสู่ฮัมบวร์ก

ฉันได้มาฝึกงานในเมืองฮัมบวร์ก ประเทศเยอรมันนีมาเกือบเดือนนึงแล้ว ย้อนเวลากลับไป ความคิดแรกที่วูบเข้ามาในห้วงคำนึงของฉันหลังจากที่เดินทางเข้ามาถึงที่นี่คือ “บทเรียนชีวิตใหม่ของฉันกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว” แน่นอนว่าในฐานะที่เป็นคนติดพ่อแม่ ฉันตื่นเต้น ตื่นตระหนกและกลัวมากว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น เพราะนี่ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ฉันห่างบ้านมา 5000 ไมล์ และเริ่มต้นการดำเนินชีวิตด้วยตนเอง แต่ขณะเดียวกันนั้นเอง ฉันก็โหยหาประสบการณ์ใหม่ๆและคาดหวังว่าการฝึกงานในประเทศเยอรมันนีครั้งนี้จะช่วยสอนฉันในหลายๆเรื่อง ในเรื่องที่ฉันไม่สามารถหาอ่านได้ในห้องสมุดและจะทำให้ฉันแข็งแกร่งมากขึ้น

ก่อนอื่นต้องยอมรับว่าที่นี่ช่างแตกต่างจากบ้านเกิดของฉันที่กรุงเทพเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสภาพอากาศ อาหาร ผู้คน รวมไปถึงเรื่อง “วัฒนธรรม” ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันพบว่ามันช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับเมืองไทย ราวกับน้ำกับน้ำมัน หรือพรรคเดโมแครตกับพรรครีพลับบีกัน ฉันใด ฉันนั้น ในเหตุการณ์หลายๆอย่าง เช่น คนที่นี่เป็นคนเข้มงวด งานก็คืองาน

พวกเขาจะซีเรียสและตั้งใจทำงานกันเป็นอย่างมากและแทบจะไม่พูดคุยกันตอนทำงาน ซึ่งตรงข้ามกับเมืองไทยที่ ทุกคนจะอัธยาศัยดี ขี้เล่น ถึงแม้ว่าจะเกิดมาต่างพ่อต่างแม่กันแต่ก็สนิทสนมกันมากจนสามารถเรียกว่าเป็น พี่สาว พี่ชาย หรือคุณลุง อีกเรื่องหนึ่งคือ วิธีการแสดงออกของความรู้สึกที่คนที่นี่จะตรงไปตรงมา คิดอย่างไรก็พูดออกมาอย่างนั้น เนื่องจากพวกเขาเปิดใจและสามารถรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นได้ถึงแม้ว่าสิ่งที่คนพูดจะทำให้เขาผิดหวัง ในขณะที่ในวัฒนธรรมของฉัน

ผู้คนจะเก็บความรู้สึกของตัวเองเพราะคำนึงถึงผลลัพธ์หลังจากการพูดว่าจะทำให้ผู้ฟังเสียใจหรือไม่ ขนาดฉันซึ่งถึงว่าเป็นคนตรงไปตรงมา(ในสังคมไทย)แล้วมาอยู่ที่นี่ยังต้องมีการปรับตัวบ้าง แต่ทั้งหมดที่ฉันเล่าให้คุณฟังไม่ได้มีเจตนาจะสื่อว่าวัฒนธรรมของประเทศไหนดีหรือไม่ดีนะ แต่ในทุกๆประเทศนั้นต่างก็มีวัฒนธรรมและลักษณะประจำชาติของตนที่แตกต่างกันไป ซึ่งเราไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากพยายามเข้าใจ แต่เข้าใจอย่างเดียวนั้นไม่พอ เราต้องสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมนั้นให้ได้ด้วย เหมือนกับสุภาษิตที่ว่า “เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม”

[English]

You might also like: